3 สิ่งที่พ่อ-แม่ควรทำ “ยิ่งทำลูกยิ่งเก่ง”

เราควรฝึกสอนในสิ่งที่ควรสอนให้กับลูกของเราตั้งแต่เขาอายุยังน้อยๆดีกว่า เพราะเด็กต้องได้รับการอบรมสอนสั่งให้ดีจากพ่อแม่ ผู้ใหญ่-ผู้ปกครอง ที่ช่วยกันปลูกฝังให้เขามีความคิดความอ่านที่ดี ที่ถูกต้อง มีกิริยามารยาทงดงาม วาจาสุภาพอ่อนโยนและสอนให้รู้จักการเป็น สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี ตามเพศของเขา สอนสิ่งสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์คือ สอนให้เขารู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของตนและของส่วนรวม

การสอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตน เริ่มด้วยการฝึกฝนทุกวันอย่างจริงจังพอควรทีเดียว และต้องใช้เวลาทำกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพื่อให้เกิดเป็นอุปนิสัยติดตัวทำกันจนเคยชิน เช่น รู้จักหน้าที่ว่า ต้องเรียนหนังสือ ควรช่วยงานบ้านในส่วนต่างๆที่พอช่วยได้ และรับผิดชอบเรื่องส่วนตัวของตัวเอง เก็บรักษาข้าวของเครื่องใช้ของตัวเอง

พ่อแม่หลายคนชอบช่วยเหลือลูกอยู่ตลอดเวลา เพราะ กังวลว่าลูกจะทำอะไรหลายๆอย่างได้ไม่ดีพอ แต่คุณรู้ไหมว่า การทำแบบนี้จะเป็นการทำให้ลูกของคุณกลายเป็นคน อ่ อ น แ อ ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ วันนี้มีงานวิจัยเผยว่า 3 ข้อ ที่หากแม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย หรือ มีส่วนช่วยเหลือลูกๆได้น้อยที่สุดจะส่งผลดีกับลูกมากที่สุด

1. แม่ต้องขี้เกียจขยับมือ สอนให้ลูกเรียนรู้จักพึ่งพาตนเอง

คุณแม่เจียเจียเผยประสบการณ์ว่า เธอจะไม่เข้าไปช่วยลูกในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้เอง เช่น เมื่อห้องนอนของเจียเจียไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย แม่จะเตือนเจียเจียว่าควรจัดห้องอย่างไร เพื่อให้เป็นระเบียบ แต่จะไม่เข้าไปทำให้ลูกเอง เธอปล่อยให้ลูกได้ทำด้วยตัวเอง

ช่วงเปิดภาคเรียน คุณครูขอให้นักเรียนห่อปกหนังสือเรียนเล่มใหม่ของเทอมนี้ แต่เจียเจียทำไม่เป็น แม่จึงสอนเจียเจียห่อ 1 เล่มก่อนเป็นตัวอย่างให้เจียเจียดู จากนั้นก็ปล่อยให้เจียเจียลองทำเองทั้งหมด

เจียเจียไม่อย ากห่อเอง จึงไม่ยอมขยับมือ แม่ก็ไม่สนใจเธอได้แต่ยืนอยู่ข้างๆพร้อมชี้นิ้วบอกให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่เข้าไปช่วยห่อ ทำให้เจียเจียต้องนั่งห่อเองทั้งหมด แม่ของเจียเจียบอกว่า “ความจริงถ้าฉันจะเข้าไปช่วยห่อจะประหยัดเวลาได้มาก แต่เจียเจียจะไม่มีวันเรียนรู้ที่ห่อปกหนังสือเองได้เลย ดังนั้นนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้เจียเจียห่อเอง แม้ว่าจะห่อไม่เรียบร้อยก็ตาม”

ประสบการณ์ของครูพบว่า : “แม่ขี้เกียจ” ไม่เคยขยันหมั่นเพียรในการช่วยเหลือลูก ในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่ให้ลูกทำเองเพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่เฉยเมยต่อการฝึกฝน สร้างความรับผิดชอบให้กับลูก

2.แม่ต้องขี้เกียจ ไม่เข้าไปช่วยลูกทำการบ้าน

มีคุณแม่คนหนึ่งเล่าประสบการณ์ว่า ตนเองไม่เคยไปสอนการบ้านให้ลูกชายเลย แม่จะเตือนลูกมากกว่าว่าเวลาไหนควรไปทำการบ้านได้แล้ว เมื่อทำเสร็จแล้วก็บอกแม่คำหนึ่งก็พอ ส่วนการตรวจสอบว่าลูกชายทำถูกหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของตัวเขาเอง หรือ ให้เรียนรู้ว่าถูกหรือผิดจากที่โรงเรียน แม่มีหน้าที่แค่เซ็นชื่อเท่านั้น

ในตอนแรกลูกชายไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยบอกว่า “แม่ของคนอื่นจะช่วยตรวจการบ้านให้ด้วย ทำไมแม่ขี้เกียจแบบนี้…?”

เธอตอบลูกชายไปว่า… “ ไม่ใช่เพราะแม่ขี้เกียจหรอกนะ ลูกคิดดูสิ..!! หากแม่ช่วยลูกตรวจการบ้าน แล้วลูกจะรู้ได้อย่างไรว่าผิดตรงไหนบ้าง แล้วต่อไปลูกจะตรวจเองเป็นไหม…? ตอนสอบหากผิดลูกจะรู้ไหมว่ามันผิดตรงไหน จงจำไว้นะว่าในตอนนั้นไม่มีใครสามารถมาช่วยลูกตรวจข้อสอบได้ ลูกจะได้ฝึกการตรวจความถูกต้อง และ เรียนรู้ด้วยตัวเอง ”

ในห้องเรียนลูกจะเจอบทเรียนก่อน และ จึงจะได้ทำข้อสอบ แต่… ในโลกแห่งความเป็นจริงลูกจะได้เจอบททดสอบก่อน แล้วถึงจะได้บทเรียน นี่คือสิ่งที่ลูกต้องเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เธอสอนให้ลูกรู้จักพึ่งตนเอง เมื่อพบเจอปัญหาก็ต้องคิดใคร่ครวญเอง หากคิดไม่ออกจริงๆค่อยถามแม่หรือขอคำแนะนำจากแม่ได้

ประสบการณ์ของครูพบว่า : “แม่ขี้เกียจ” ไม่เคยชี้นำลูกให้เรียนรู้ แต่ปล่อยให้ลูกทำอย่างอิสระและคิดอย่างอิสระ แต่เธอก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอยังให้ความสนใจกับลูก และ ใช้วิธีการที่ชาญฉลาดเพื่อช่วยแก้ปัญหาเมื่อลูกมีปัญหา

มันสอนให้รู้ว่าผู้ปกครองควรที่จะปล่อยลูกของตัวเองบ้าง ในเวลาที่สมควร ให้เขาได้เรียนรู้และใช้ชีวิตของตัวเองให้เต็มที่ สิ่งที่ตัวอย่างแม่ๆทั้งหลายทำนั้น มันเป็นวิธีในการปลูกฝังลูกน้อยที่ดีมาก เพื่อให้เขาสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้

3. แม่ต้องขี้เกียจบ่นหรือพูดมาก ให้ลูกเรียนรู้ที่จะเติมโตด้วยตนเอง

พ่อแม่หลายคนชอบสร้างความคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป อย ากให้ลูกทำตามสิ่งที่ตัวเองนั้นต้องการ เพราะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับลูก แต่การทำแบบนี้จะทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด กดดัน และกลายเป็นไม่อยากฟัง และทำเป็นหูทวนลม ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่แม่พูด

แต่มีครอบครัวหนึ่ง ที่กลับทำตรงกันข้าม ในช่วงสุดสัปดาห์ ฮาวฮาวเล่นเกมเป็นเวลานานมากและไม่ทำการบ้าน แม่จึงถามเขาว่า… “ลูกกะจะเล่นเกมถึงกี่โมง…?”

ฮาวฮาวตอบว่า : “ขอเล่นอีก 10 นาที”

แม่ตอบกลับไปว่า… “โอเค ต้องรักษาคำพูดนะ”

พอผ่านไป 10 นาที แม่ก็เดินกลับมาดูอีก ฮาวฮาวก็ยังคงนั่งเล่นอยู่ที่เดิม แม่ โ ก ร ธ มาก แต่ก็ต้องสงบสติอารมณ์และพูดอย่างใจเย็นว่า “ปกติลูกเป็นคนรักษาคำพูดไม่ใช่หรอ ?”

ในตอนนั้นฮาวฮาวเริ่มรู้สึกผิด จากนั้นก็เดินไปปิดสวิทช์และรีบไปทำการบ้านทันที…!!

นั้นเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้แม่ของฮาวฮาวเคยพูดหลายรอบเกี่ยวกับนิทานเรื่อง “การเป็นคนน่าเชื่อถือ” และ นั้นก็ทำให้ฮาวฮาวค่อยซึมซับเข้าไปในจิตใจ

ปกติแม่จะเป็นคนที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการอ่านหนังสือ ทบทวนตำราเป็นอย่างมาก จึงได้ซื้อนิทานสร้างแรงบันดาลใจให้อ่านมากมาย และจากนิทานเหล่านี้ทำให้ฮาวฮาวเรียนรู้ที่จะนำมาใช้กับตนเอง เสริมสร้างการควบคุมนิสัยของตนเอง การอดทนอดกลั้น ด้านจิตตานุภาพเพื่อให้ตนเองเป็นคนที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น

ประสบการณ์ของครูพบว่า : “แม่ขี้เกียจ” ไม่ขยันที่จะบ่นทั้งวันแต่ใช้เหตุผลในการพูดคุย เพราะเธอรู้ดีว่าลูกไม่ชอบการบ่น แต่เธอขยันในการหาวิธีในการรับมือเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและคุณภาพที่ดีเยี่ยมให้ลูก

การมีลูกสักคน และ เลี้ยงลูกให้ได้ดี ให้เขาได้เติบโตมาเป็นคนดีได้นั้น คุณพ่อ คุณแม่ต้อง “ขยันเลี้ยงลูก” ถ้าขี้เกียจทำอะไรต่างๆ กับลูก หรือส่งผ่านสิ่งที่ควรทำด้วยตัวเองไปให้คนอื่น ลูกๆ จะได้ดีได้อย่างไร เพราะถ้าอย ากให้พี่เลี้ยงของลูกดูแลลูกทั้งหมดคงต้องเพิ่มเงินเดือนอีกสามสี่เท่า ฉะนั้นคุณพ่อ คุณแม่ต้องยอมเหนื่อย สิ่งที่ทำวันนี้จะออกดอกออกผลเป็นที่น่าชื่นใจอย่างแน่นอน